ไดอารี่แห่งเกาะมันใน: ห้องเรียนธรรมชาติ และก้าวแรกสู่วิถีนักอนุรักษ์ของเด็กชายเจดี

ท่ามกลางเกลียวคลื่นและลมทะเลของอ่าวไทย “เกาะมันใน” จังหวัดระยอง อาจเป็นเพียงเกาะสงบๆ ในสายตาใครหลายคน แต่สำหรับช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา พื้นที่แห่งนี้ได้กลายเป็นห้องเรียนธรรมชาติที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เมื่อ “ค่ายเปิดโลกสัตวแพทย์และนักสัตวศาสตร์ ครั้งที่ 1”  ได้พาน้องๆ เยาวชน รวมถึง “น้องเจดี” และทีมงาน GreenAsia Films ออกเดินทางไปสัมผัสโลกของการอนุรักษ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเรียนรู้ชีวิตของเต่าทะเลและไขความลับของเหล่านกอพยพ

ค่ายแห่งนี้จัดขึ้นด้วยความตั้งใจของมูลนิธิธรรมชาติศึกษา ร่วมกับน.สพ.เกษตร สุเตชะ หรือ “หมอเกษตร” ที่อยากพาน้องๆ ไปเปิดประสบการณ์แบบลงลึกถึงการทำงานจริงของนักวิจัย เพราะเกาะมันในไม่ได้มีดีแค่ทะเลสวย แต่ที่นี่ยังซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่ในฐานะ “จุดแวะพักของเหล่านกอพยพ” บนเส้นทางอพยพ East Asian-Australasian Flyway (EAAF) ในช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล นกนับแสนตัวจะแวะพักเหนื่อยที่นี่ ทำให้เราสามารถพบเห็นนกได้มากกว่า 220 ชนิด ทั้งนกอพยพที่หาดูยากอย่างนกแต้วแล้วพันธุ์จีน นกแซงแซวสวรรค์หางดำ นกจับแมลงคิ้วเหลือง เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาจากการลงพื้นที่บนเกาะมันในเพื่อเก็บสถิติอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ของรศ.ดร.ฟิลิป ดี ราวด์ 

ช่วงเวลาที่เป็นไฮไลต์สำคัญที่สุดของน้องเจดี คือการได้ลงมือปฏิบัติงานจริงร่วมกับ รศ.ดร.ฟิลิป ดี ราวด์ ปูชนียบุคคลและเสาหลักแห่งวงการปักษีวิทยาไทย ภาพที่น้องเจดีได้มีโอกาสนั่งพูดคุย สัมภาษณ์ และฟังเรื่องราวการเดินทางอันน่าทึ่งของนกที่บินอพยพข้ามทวีปจากอาจารย์ฟิลิป เป็นประสบการณ์ตรงที่หาเรียนไม่ได้จากในตำราเล่มไหน

ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์ฟิลิปยังได้สอนน้องเจดีให้ได้ทดลองทำข้อมูลวิจัยนกอพยพ แบบจับมือทำอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การประเมินลักษณะของนก การจับนกอย่างเบามือที่สุดเพื่อไม่ให้พวกมันตื่นตกใจ การใช้เครื่องมือวัดขนาดสัดส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไปจนถึงขั้นตอนที่ตื่นเต้นที่สุดอย่าง “การติดห่วงขา” (Bird Banding) เพื่อใช้ติดตามเส้นทางอพยพในอนาคต ก่อนที่อาจารย์จะปล่อยให้น้องเจดี ได้เป็นคนปล่อยนกน้อยเหล่านั้นกลับคืนสู่อิสรภาพด้วยมือของตัวเอง และวินาทีที่นกโผบินกลับคืนสู่ท้องฟ้า คือความรู้สึกประทับใจที่จะสลักลึกอยู่ในความทรงจำของน้องเจดี ไปอีกนาน และนับเป็นบทเรียนชีวิตที่สำคัญยิ่งจากการได้ทดลองฝึกทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านปักษีวิทยาระดับแนวหน้าของประเทศไทย

นอกจากการเรียนรู้เรื่องสัตว์แล้ว ค่ายนี้ยังสอนให้น้อง ๆ มองเห็นภาพรวมของระบบนิเวศ เด็กๆ ได้ลงมือช่วยกันเก็บขยะที่ลอยมาติดชายฝั่งรอบเกาะ แล้วนำขยะทะเลเหล่านั้นมาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลกเพื่อเป็นของที่ระลึกกลับบ้าน กิจกรรมนี้ทำให้เด็ก ๆ ได้มองเห็นความจริงบนผืนทรายและจะช่วงสร้างความเข้าใจให้เด็กๆ ได้ว่า ทะเลจะสวยงามและเป็นบ้านที่ปลอดภัยของสัตว์ป่าได้ ก็ต่อเมื่อเราทุกคนช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อมให้ปราศจากมลพิษ

เมื่อเวลาของค่ายจบลง สิ่งที่เด็ก ๆ ในค่าย และน้องเจดี ได้รับกลับไป ไม่ใช่แค่เกียรติบัตรหรือรูปถ่าย
แต่คือ “หัวใจนักอนุรักษ์” และรวมไปถึง “ความตระหนักรู้” ในคุณค่าของธรรมชาติ การได้เห็นความมุ่งมั่นของอาจารย์ฟิลิปที่ยังคงทำงานวิจัยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อสร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพให้กับประเทศ ได้จุดประกายไฟแห่งการอนุรักษ์ลงในใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่

Share the Post:

Related Posts

ได้เข้าไปถ่ายงานในผืนป่าตะวันตก (Western Forest Complex) ซึ่งมีพื้นที่ถึง 11 ล้านไร่อีกครั้ง ครั้งนี้ไปป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันออก ซึ่งมีพื้นที่ถึง เก้าแสนแปดหมื่นกว่าไร่ ได้ความรู้เพิ่มเติมอีกมากมาย ที่สำคัญคือ… ป่าพรุน้ำจืดขนาดใหญ่กว่าสามพันไร่ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าลึก
การมาเรียกร้องให้ save ป่า ผืนโน้นผืนนี้ ณ วันนี้มันก็ดี ช่วยกันสอดส่องดูแลทรัพยากรธรรมขาติของเรา แต่..มันไม่ได้ผลเท่าไหร่หรอกครับ เพราะมันปลายเหตุเหลือเกิน ถ้าแก้ที่ต้นเหตุไม่ได้ ป่าไหนก็ไม่เหลือ!!! ผมเป็นคนนึงที่ชอบเที่ยวป่า… พาลูกไปเดินป่ามาทั่วประเทศ ไปในที่ๆไม่ค่อยจะมีใครได้ไปซะด้วย
นี่ไง… ถึงอยากพาลูกเข้าป่าหาธรรมชาติ ฝึกจิตใจให้อดทน ไม่โลภโมโทสัน อยู่กับความสันโดษ bla bla bla… หัวโบราณ… น่าเบื่อ… แต่ครอบครัวเราไม่ทิ้งเทคโนโลยี่นะครับ โชคดีที่หลงกลเรา เขาดันชอบ… แต่..จะเดินทางไปเข้าป่าก็ต้องเติมน้ำมันนะครับท่าน…